การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ แท็คติคส์ โซลชา

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ แท็คติคส์ โซลชา

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงหฤโหด ที่หากผลงานไม่ดี มีสิทธิ์ร้อนถึงผู้จัดการทีมอย่าง โซลชาร์ โดนเด้งได้เลย แต่สองนัดแรกผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นเกมเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล 4-1 ต่อด้วยชนะ ปารีส 2-1 ในเกม UCL ในวันที่ชนะอย่างนี้ก็ต้องชมโซลชาร์ด้วย อย่างไรก็ตามหากมองจากแท็คติค การเปลี่ยนตัวมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเรื่องนี้ที่เราต้องหยิบมาพูดกัน

การเปลี่ยนฟอร์เมชั่น

สิ่งแรกที่แฟนผีหลายคนก็คิดว่าคงจะไม่ได้เห็นก็คือ การเปลี่ยนฟอร์เมชั่น ตามทีมที่จะได้เจอ เอาแค่สองเกมนี้ไม่น่าเชื่อว่า ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แต่ความกดดันยังเต็มสิบเหมือนเดิม โซลชาร์ ยังกล้าที่จะเลือกฟอร์เมชั่นใหม่เข้าไปให้สอดคล้องกับสถานการณ์ กับเกม นิวคาสเซิ่ล ใช้ฟอร์เมชั่นที่ถนัดอย่าง 4-2-3-1 เพื่อทำประตู เอาชนะให้ได้ ซึ่งก็ทำได้ตามเป้าแม้ว่าจะช้าไปหน่อย ส่วนเกม UCL กับ ปารีส เป็นเกมที่พวกเค้าจะต้องยาก และอาจจะต้องรับแล้วรอสวนจะดีกว่า ก็ปรับหมากมาเป็น 3-5-2 นักเตะก็ทำตามได้ดี ตามแท็คติคส์เป๊ะเลย การเปลี่ยนแบบนี้ถึงจะเสี่ยงแต่มันทำให้ฝ่ายตรงข้ามจับทางได้ยากมาก

เลือกนักเตะจากสถานการณ์

ถ้าใครยังจำกันได้ แมนยูในช่วงที่กลับมาเล่นหลังจากสถานการณ์โควิท 19 โซลชาร์ เลือกใช้ฟอร์เมชั่น แท็คติคส์ และ นักเตะแบบเดิม เกือบทุกเกม แม้จะมีผลงานที่ดี แต่ช่วงก่อนปิดซีซั่นก็พอให้เห็นว่าโดนดักทางได้เหมือนกัน แต่มาสองเกมล่าสุดนี้ โซลชาร์ เลือกที่จะโรเตชั่นนักเตะ เลือกส่งนักเตะลงเล่นตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเกมกับนิวคาสเซิ่ล ก็ดร็อปกรีนวู้ด แล้วส่งมาต้าลงแทน เกมUCLกับ ปารีส กล้าๆดร็อป แมกไกรว์, ป็อกบาไปสำรอง ก่อนที่รายหลังจะได้ลงสนามตอนครึ่งหลัง

การปรับแท็คติคกลางเกม

เกมที่พวกเค้าชนะไบร์ทตันในวินาทีสุดท้ายจากจุดโทษ แม้จะเจ็บปวด แต่ทำให้ โซลชาร์ อัพเกรดตัวเองอีกขั้นด้วยการปิดเกมด้วยการเลือกที่จะครองบอล มากกว่า อุดอย่างเดียว เกมกับนิวคาสเซิ่ล เห็นชัดเลย การส่ง ป็อกบา, ฟาน เดอ บีค และ มาติช เปลี่ยนตัวในครึ่งหลังเพื่อเน้นการครองบอลให้มากแล้วสวนกลับ จนเป็นที่มาของ 3 ประตูช่วงท้ายเกม หรือ เกมกับปารีส ก็ทำคล้ายๆกัน ถือว่าเป็นเรื่องดี มายืนอุดก็เท่ากับรอโดนนั่นแหละ อันนี้ต้องชม

เหตุการณ์ครั้งสำคัญประจำซีซั่นของ ลิเวอร์พูล

เหตุการณ์ครั้งสำคัญประจำซีซั่นของ ลิเวอร์พูล

หลังจากประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีค ได้ในซีซั่นก่อน ปิดฉากสิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานของแฟนบอลหลายคนเสียที มาถึงซีซั่นนี้ ต้องยอมรับว่างานของลิเวอร์พูลถือว่าโหดหินมาก การลงสนามในฐานะแชมป์เก่า เป็นโมเมนต์ที่หลายคนไม่เคยเจอ ทุกเกมเหมือนกับเกมชิงแชมป์หมดเนื่องจากว่าทุกทีมต้องการล้มแชมป์เก่าด้วย ไหนจะเรื่องอาการบาดเจ็บที่ทำให้ลิเวอร์พูลไม่แข็งแกร่งเท่าเดิม เราไปดูเหตุการณ์สำคัญประจำซีซั่นของ ลิเวอร์พูลกัน

การเซ็นสัญญา ติอาโก้

ถือว่าเป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน สำหรับลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ว่ากันตามตรงพวกเค้ามักจะไม่ค่อยเซ็นสัญญานักเตะระดับซุปตาร์เท่าไรนัก มักจะซื้อตัวที่กำลังจะดังมาปั้นต่อมากกว่า แต่เคส ของ ติอาโก้ อัลคาทาร่า จากบาเยิร์น มิวนิค เป็นข้อยกเว้นที่ทำให้ คล็อปป์ ต้องยอมแหกกฎตัวเองสักครั้ง การมาของเค้าก็เพื่อเพิ่มมิติในแดนกลางให้มากขึ้น ไม่ได้ขึ้นแต่ริมเส้นสองฝั่งอย่างเดียว

ฟาน ไดค์

หากจะมีเหตุการณ์ไหนสักอย่างที่ส่งผลกระทบทั้งหมดของซีซั่นนี้ เราชี้เป้าไปเลยว่า เหตุการณ์เกมเมอร์ซีย์ไซด์ ยกแรกเป็นตัวเริ่มต้นความหายนะทั้งหมด อาการบาดเจ็บของ เวอร์กิล ฟาน ไดค์ จากการเข้าปะทะกับจอร์แดน พิคฟอร์ด ทำให้เค้าต้องปิดเทอมยาวไปเลย กลายเป็นตัวเริ่มต้นความระส่ำของแผงกองหลังที่ไม่มีใครสามารถมาถมช่องว่างที่ ฟานไดค์ ทิ้งไว้ได้ จนกลายเป็นทีมต้องหมุนคู่กองหลังสลับหน้ากันไปมาถึง สิบกว่าคู่ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยังดีที่พวกเค้าเซฟตัวเองด้วยการมาจบอันดับสามได้

7-2

เราเชื่อว่าตัวเลขข้างต้น เป็นสกอร์ที่แฟนลิเวอร์พูลไม่อยากจะจำสักเท่าไร แต่ว่ามันก็ต้องจำได้อยู่ดี เนื่องจากว่านี่เป็นเกมที่พวกเค้าแพ้จริงๆ แพ้แบบสู้ไม่ได้เลย แถมเกมนั้นยังไม่ได้เสียฟานไดค์ไปด้วยนะ เกมที่วิลล่า พาร์ค เจ้าบ้านแอสตัน วิลล่า ขึ้นน้ำไปก่อนจากจังหวะของ โอนลี่ วัตกินส์ ถึงสองประตู ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะตามมาได้บ้าง แต่ว่ายิ่งเล่นก็เหมือนจะยิ่งโดน สุดท้ายเจอทีเด็ดของเจ้าบ้าน จัดไปตามสกอร์ดังกล่าว เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดและจำได้ประจำซีซั่นเลย

3 คำถามเกี่ยวกับ แกเร็ธ เบล ถ้ามาจริง

3 คำถามเกี่ยวกับ แกเร็ธ เบล ถ้ามาจริง

เรียกว่าเบียดข่าวการมาของ ธิอาโก้ ไปเสียสนิท นั่นก็คอืข่าวของแกเร็ธ เบล ปีกพญาวานรของรีล มาดริด ที่ดูท่าแล้วจะได้บินกลับมาอู่ข่าวอู่น้ำเก่าพร้อมกับ แบ็คอย่างเรกีลอน พร้อมกันในดีลเดียวเลย การได้กลับมาของเค้าต้องยอมรับว่าเป็นความท้าทายที่แฟนบอลรอดูแน่นอน แต่กว่าที่เค้าจะลงสนามเราก็มีคำถามที่ให้แฟนบอลรอดูเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร

เบล จะไหวไหมในพรีเมียร์ลีค

การได้กลับมาพรีเมียร์ลีคของ แกเร็ธ เบล บอกตามตรงว่ามันเป็นเรื่องดีต่อพรีเมียร์ลีคโดยตรง แม้ว่าเบลอาจจะไม่เปรี้ยงเหมือนเก่า ก่อนย้ายไป แต่เรามองว่าชื่อเสียงของเค้ามันก็ยังพอจะขายได้อยู่บ้าง นั่นทำให้การมาของเค้าเป็นการเรียกเรตติ้งของพรีเมียร์ลีคให้มากขึ้นอีกด้วย แต่คำถามก็คือ เบล จะไหวไหมในพรีเมียร์ลีค ที่ต้องยอมรับตามตรงว่า มันไม่เหมือนเดิมกับตอนที่เค้าเคยอยู่ ทั้งวิธีการเล่น ฟอร์เมชั่น ผู้เล่น ฯลฯ ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด เบล มาตอนนี้เราแอบห่วงเหมือนกันว่า จะสปีดตามนักเตะในพรีเมียร์ลีคไม่ทันแล้ว ลองนึกภาพเจ้าตัวต้องมาวัดกับแบ็คขวาอย่าง วานบิสซาก้า หรือ ไคลน์ วอลค์เกอร์ บอกตามตรงว่าเหนื่อยแทน

เบล แท็คติคส์เกมรับ

หากใครจำกันได้ จุดกำเนิดของแกเร็ธ เบล อยู่ที่ตำแหน่งแบ็ค ก่อนจะถูกดันมาเล่นปีกจนเปรี้ยงปร้าง ที่ถูกดันขึ้นมาเพราะว่าเค้าเป็นนักเตะที่มีความเร็ว ยิงคม เลี้ยงติดเท้า เกมบุกมัน บวกกับโค้ชสเปอร์สในตอนนั้นเป็นโค้ชแท็คติคส์สายลุย เกมบุกยิ่งทำให้เค้าเด่นมากขึ้น แต่ว่าการกลับมาคราวนี้เป็นการร่วมมือกับนายเก่าอย่าง น้ามู ซึ่งใครก็รู้ว่าน้าเค้าเน้นเกมรับเป็นพิเศษมากแค่ไหน คำถามก็คือ เบลจะเล่นแท็คติคส์เกมรับของ น้ามูได้มากแค่ไหน ถ้าเล่นแล้วฝืนตัวเองบอกเลยว่ามีโดนเฉ่งแน่นอน

ขายขาด หรือ เช่า

ตอนที่เขียนนี้ยังไม่ทราบว่า การมาของเบล จะเป็นในรูปแบบไหน จนเกิดคำถามว่า เบลจะมาในรูปแบบของการขายขาด หรือ เช่า เรามองว่าน่าจะมาแบบเช่ามากกว่า แต่ถ้าทำผลงานดีอาจจะซื้อขาดไปเลย ต้องมาดูกันว่าจะเป็นยังไง

สรุปผลงานนักเตะ เชลซี ศึกยูโร 2020

สรุปผลงานนักเตะ เชลซี ศึกยูโร 2020

เชลซี ถือว่าเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากในซีซั่นก่อน การเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ UCL ด้วยโค้ชที่เปลี่ยนมากลางซีซั่นว่าสุดยอดแล้ว แถมยังได้แชมป์อีกนั้นสุดยอดกว่าอีก งานนี้ต้องให้เครดิต โค้ชอย่าง ทูเคิ่ล ที่เข้ามากลางทางแล้วไม่ซื้อใครเลย เค้าทำงานด้วยการรีดศักยภาพของนักเตะที่มีอยู่ให้พุ่งถึงขีดสุดเท่านั้น เลยไม่แปลกที่เชลซีจะส่งออกนักเตะไปในนามทีมชาติมากที่สุดในยูโรหนนี้ เราไปย้อนดูฟอร์มของพวกเค้ากัน

ฝรั่งเศส

หนึ่งในตัวเต็งของศึกยูโรหนนนี้อย่าง ฝรั่งเศส ที่เราต้องบอกว่าเค้าคือตัวเต็ง อย่างหนึ่งเป็นเพราะนักเตะของพวกเค้าหลายคนอยู่ในฟอร์มที่สุดยอดมาก อย่างตัวแทนจากเชลซี ก็ส่งเข้าประกวดสามคน กองเต้ คนนี้ต้องบอกเลยว่า น่าเสียดายมากเค้าอยู่ในฟอร์มที่สุดยอดมาก การวิ่งป่วนไปทั่วเพื่อทำลายเกมรุกของฝ่ายตรงข้าม กลายเป็นของแสลงของใครหลายคน น่าเสียดายแม้จะเล่นดีแต่เพื่อนไม่เอาด้วย ก็เลยเหมือนโดนมองข้ามไป ไม่งั้นฝรั่งเศสคงไปได้ไกลกว่านี้ สองโอลิวิเยร์ ชิรูด์ คนนี้ถือว่าติดไปในฐานะกองหน้าตัวสำรอง แบบเล่นหน้าเป้า หน้าค้ำ ลงเล่นไปสองเกม ทำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร เป็นอีกหนึ่งทัวร์ที่เล่นได้น่าผิดหวัง(อีกครั้ง) แถมมีประเด็นอีก ส่วนคนสุดท้าย เคิร์ท ซูม่า คนนี้ไปก็จริงแต่ไม่ได้ลงสนามเลยก็ไม่รู้จะบอกว่าดีหรือแย่

เยอรมัน

อีกหนึ่งชาติที่นักเตะจากตัวแทนของเชลซี มีความคาดหวังสูงเหมือนกัน เริ่มต้น ที่อันโตนิโอ รูดิเกอร์ คนนี้เล่นไปสี่เกม เป็นตัวจริงทั้งหมด แท็คเกิ้ลไปสามครั้ง และเคลียร์บอลสำเร็จ สิบครั้ง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทัวร์ที่มองจากเกมรับถือว่าเล่นได้ดีตามมาตรฐาน แต่การขึ้นไปช่วยเกมรุกยังไม่ดีเท่าไร สองไค ฮาร์แวตช์ คนนี้แฟนบอลเยอรมันน่าจะคาดหวังสูง เนื่องจากฟอร์มในสโมสรเค้าพึ่งได้จริง เล่นไปสี่เกม ทำไปได้สองประตู ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ดี น่าเสียดายที่ทีมตกรอบไปก่อน แต่เค้าก็แสดงให้เห็นว่าเค้าคือผู้นำของทีมคนต่อไปได้ สามติโม แวร์เนอร์ นี่เป็นอีกครั้งที่เราผิดหวังในตัวนักเตะคนนี้ ลงเล่นไปสามเกม ทำอะไรไม่ได้เลยทั้งประตู และแอสซิสต์ น่าจะต้องกลับไปเรียกฟอร์ม เรียกความมั่นใจกันมาใหม่

อาร์เซนอล ทีมที่จัดการนักเตะในตลาดหน้าหนาวได้ดีที่สุด

อาร์เซนอล ทีมที่จัดการนักเตะในตลาดหน้าหนาวได้ดีที่สุด

มองจากฟอร์มในสนามของอาร์เซนอล เวลานี้ถือว่าแฟนบอลหลายคนส่ายหัวและรับไม่ได้เหมือนกับกับฟอร์มที่ดีแบบไม่ต่อเนื่อง บางเกมก็กระท่อนกระแท่นมาก แต่ว่าเรื่องหนึ่งที่เราจะบอกว่าดีใจได้เลยก็คือ การจัดการกับทีมนักเตะในช่วงตลาดหน้าหนาว เรายอมรับเลยว่า อาร์เซนอล ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ

การปล่อยนักเตะออกไป

ว่ากันเรื่องการปล่อยนักเตะออกไปก่อน อาร์เซนอลเวลานี้ ถือว่าทำได้ตามเป้าหมาย ด้วยการปล่อย เมซุต โอซิล ออกจากทีมไปซบ เฟเนห์บาเช่ จริงอยู่ว่ามองจากเรื่องฟุตบอลการเสียเค้าไปเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ว่ามองจากสปิริตของทีมและความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆการปล่อยเค้าออกไปน่าจะตอบโจทย์ที่สุด ไม่เท่านั้นการปล่อยตัวนักเตะอย่างโซคราติส, ชโครดาน มุสตาฟี่, และ โคลาซินัซ ก็ถือว่าเหมาะสม เพราะนักเตะกลุ่มนี้แทบจะไม่ได้ลงสนามไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมด้วยซ้ำ การปล่อยไปน่าจะทำให้ลดค่าเหนื่อยนักเตะมากพอสมควร

ฝั่งดาวรุ่งเองก็เช่นกัน หลายคนได้โอกาสลงสนามก็เห็นแล้วว่า มันไม่เวิร์คเลย การทนให้เค้าเล่นต่อไปแบบนี้จะทำร้ายความมั่นใจซะเปล่าๆ เลยทำให้เราเห็นดาวรุ่งอย่าง วิลเลียม ซาลิบา, โจ วิลล็อค , แมตแลนด์ ไนล์ส ออกจากทีมไปแบบยืมตัว ซึ่งหากพวกเค้าทำได้ดี มันก็จะดีต่ออนาคตของพวกเค้าเองและทีมโดยรวม

การเสริมทีม

มาดูการเสริมทัพบ้าง อันนี้ต้องยกนิ้วให้กับทีมเจรจาเลย เพราะว่าการดึง มาร์ติน โอเดการ์ด แบบยืมตัวมาจากรีล มาดริดได้ เป็นอะไรที่ว้าวมาก แม้ว่าจะมีคำถามว่า เจ้าตัวจะดีพอแค่ไหนกับการเล่นในพรีเมียร์ลีคก็ตามที แต่เราก็สามารถหวังความวูบวาบ ของเค้าได้อยู่นะ อีกดีลเป็นการดึง แมต ไรอัน มาจากไบร์ทตัน มาซัพพอร์ตตำแหน่งผู้รักษาประตู ก็ถือว่าพอใช้ได้ เป็นอะไหล่ได้ดี

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ถูกใจแต่ผิดที่ ผิดเวลา

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ถูกใจแต่ผิดที่ ผิดเวลา

การเป็นนักเตะอาชีพนั้น นอกจากผลงานการเล่นในสนาม การฝึกซ้อมอย่างหนักแล้ว การเลือกให้ตัวเองอยู่ในทีมที่ถูกที่ ถูกเวลา บางทีมันก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน บางคนเล่นดีแต่ไปอยู่ในทีมที่ไม่ถูกที่ ถูกเวลา ความสำเร็จก็ไม่เกิด อย่างเช่น เคสของเราตอนนี้อย่าง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่ต้องบอกว่าถูกใจแต่อยู่ผิดที่ ผิดเวลา

การจากลาจากลิเวอร์พูล ไปบาร์ซา
นักเตะชาวบราซิลคนนี้หากมองเรื่องฝีเท้าต้องบอกว่าเค้าไม่เป็นรองใครในตำแหน่งกองกลางตัวรุกเลยทีเดียว ลูกเล่นแพรวพราว จับตัวยากมาก ครั้งที่ใส่เสื้อลิเวอร์พูลเค้าเป็นเหมือนศูนย์กลางของทีม ศูนย์กลางของแฟนบอลเลย แต่สุดท้ายเจ้าตัวกลับเลือกที่จะย้ายไปในตลาดหน้าหนาวตอนที่ทีมกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเพื่อไปตามความฝันของตัวเองด้วยการไปเล่นในทีมบาร์เซโลน่า ซึ่งตอนนั้นแม้เจ้าตัวถึงกับร้องไห้ทีเดียว แต่แฟนบอลกลับสาปแช่งกันทีเดียวจากการทิ้งกันไปกลางฤดูกาลแบบนี้

ถูกใจ แต่ผิดที่ ผิดเวลา
พอเจ้าตัวได้ไปเล่น บาร์เซโลน่า ตามใจถูกใจของตัวเองแล้ว แต่ไม่น่าเชื่อว่าเหมือนผิดเวลา เพราะไปแล้วก็ไม่สามารถแย่งตำแหน่งตัวจริงจากเมสซี่ได้ หรือจะเล่นร่วมกับเมสซี่ก็ไม่ได้อีก ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นสำรองแทบไม่ได้ลงเล่น ส่วนลิเวอร์พูลต้นสังกัดเก่าเหมือนชะตาเล่นตลก พอคูตินโญ่ไป เฟอร์มิโน่มาเล่นแทน ลิเวอร์พูลดีขึ้นเรื่อยๆจนได้แชมป์ UCL จนต่อยอดมาถึงซีซั่นนี้ที่จะได้แชมป์ลีคอยู่แบบไร้พ่ายด้วยซ้ำ ซึ่งน่าคิดว่าถ้าคูตินโญ่ยังอยู่ ลิเวอร์พูลจะอยู่จุดนี้ได้หรือไม่ เทียบแล้วกราฟมันสวนทางกันอย่างมากทีเดียว

ทางเลือกที่ไม่มีให้เลือก
ชะตาของ คูตินโญ่ ตอนนี้เหมือนคนดวงตก ยืมตัวไปเล่นกับบาเยิร์น มิวนิคก็ไม่เด่นเลย จนบาเยิร์น ว่าจะซื้อไม่ซื้อแน่นอน จะกลับไปบาร์ซาก็ไม่มีที่ว่างให้ลง เรียกได้ว่าตอนนี้ทางเลือกของเจ้าตัวแทบไม่มีให้เลือกเลย ต้องมาดูกันว่าจบซีซั่นนี้ เค้าจะไปอยู่ที่ไหน นี่แหละชีวิตนักฟุตบอล เลือกผิดชีวิตเปลี่ยนเลย

 

ไม่ซื้อ ไม่ใช่ไม่เปลี่ยน

ไม่ซื้อ ไม่ใช่ไม่เปลี่ยน

เชื่อว่ามองไปตอนนี้ แฟนบอลลิเวอร์พูล อาจจะกำลังคิดมากอยู่เหมือนกัน เพราะว่าทีมของพวกเค้าเองนั่นแทบจะไม่ได้ซื้อใครเข้ามาเลย แถมมองกลับไปที่เพื่อนร่วมลีค แต่ละคนเสริมกันโหดทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้กับดีล นาธาน อาเก้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับดีล ฟานเดอบีค และเชลซีที่เสริมแบบไม่เหลือให้เพื่อนซื้อเลย ส่วนพวกเค้ามีเพียงแค่ ซิมิคาส ที่เข้าทีมมาเพียงแค่คนเดียว ทำเอากุมขมับเลยว่าจะสู้เค้าได้หรือไม่ เราจะบอกว่าการไม่ซื้อไม่ใช่ไม่เปลี่ยนนะ ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
การดัน เกอิต้า กับ มินามิโนะ
หากเหล่าเดอะค็อปยังจำกันได้ ทีมได้ซื้อนักเตะมาอีกสองคนเป็นเวลานานแล้วนั่นก็คือ นาบี้ เกอิต้า และ ทาคุมิ มินามิโนะ สองคนนี้ ต้องบอกว่า คล็อปป์ ฉลาดมาก เค้าไม่ได้ซื้อนักเตะที่เก่งระดับซุปตาร์มา แต่ซื้อระดับเกือบที่จะเก่งจากนั้นก็เอามาพัฒนาต่อเพื่อให้เข้ากับระบบและเล่นเพื่อทีม ซึมซับวัฒนธรรมองค์กร ความเป็นทีม จนสุกงอม แล้วตอนนี้ทั้งสองคนก็สุกงอมตามที่ว่าไปแล้วเรียบร้อย ดังนั้นการไม่ซื้อคนใหม่แต่จะดันสองคนนี้ขึ้นมารับบทบาทเต็มตัว เป็นทั้งตัวจริง และ ตัวสำรองพลิกเกม อันนี้ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแนวทางการเล่นด้วยเหมือนกัน
ตัวแบ็คอัพ ของแบ็ค
จุดตายอย่างหนึ่งของลิเวอร์พูล ที่บอกเลยว่ามันยังเห็นไม่ชัดเท่าไรในตอนที่ไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีคอยู่ ก็คือ ตัวสำรองของแบ็คทั้งสองข้างของ เทรนท์ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ขาดสองคนนี้ หรือ คนใดคนหนึ่งไปนี่ลำบากเลย เราจะเห็นว่าช่วงท้ายซีซั่น จนถึงปรีซีซั่นนี้ คล็อปป์ได้เลือกแก้ปัญหานี้สองทางเลือก หนึ่งดันเนโก้ วิลเลี่ยมส์ ขึ้นมามากขึ้น กับ ซื้อ ซิมิคาส มาเป็นแบ็คอัพอีกทางหนึ่งด้วย บอกได้เลยว่าการแก้ปัญหาได้ตรงจุดแบบนี้มันก็เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า เปลี่ยนแก้ไขจุดอ่อนด้วยเหมือนกัน
เปลี่ยนวิธีการเล่น
สุดท้ายการไม่ซื้อตัวนักเตะอย่างบ้าคลั่ง มันก็มีวิธีอื่นที่จะเปลี่ยนด้วย นั่นก็คือ เปลี่ยนวิธีการเล่นแทน เราเชื่อว่าสามเทพแดนหน้าอาจจะมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ ให้ฝ่ายตรงข้ามต้องมาปวดหัวอย่างแน่นอน ซึ่งหากพวกเค้ามีอาวุธใหม่ก็เท่ากับว่า ลิเวอร์พูล เปลี่ยนได้แบบที่รู้ว่าไม่เปลี่ยนด้วยซ้ำ

โอเดียน อิกาโล พร้อมลุยเชลซี ในฐานะนักเตะแมนฯ ยู

โอเดียน อิกาโล
หลังจากยืมตัวโอเดียน อิกาโล กองหน้าชาวไนจีเรียจากเซี่ยงไห้ เสิ่นหัวมาในวันสุดท้ายของตลาดซื้อ-ขายนักเตะเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทางสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะให้เขาได้ลงเตะกับทีมในการแข่งที่พบกับสิงห์บูล เชลซี ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าร่วมซ้อมกับทีมในแคมป์ที่สเปนเมื่อช่วงพักเบรกที่ผ่านมาก็ตามเนื่องด้วยสถานการณ์ของไวรัสโคโรน่า
“แน่นอน เขาต้องไปกับพวกเรา” โอเล กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมปิศาจแดงกล่าวผ่านสื่อของสโมสร “เราอาจจะดูเขาซ้อมช่วงอาทิตย์นี้ และผมว่าเราจะทำให้เขาได้เล่น แน่ละ เราต้องการให้เขาร่วมลงเตะกับทีมให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะเอาจริง ๆ เขาเองก็อยากจะเล่นกับพวกเราจะแย่แล้ว”
ทางด้านรองประธานสโมสรอย่าง เอ็ด วู้ดเวิร์ด ได้ออกมาบอกเหล่าแฟนคลับของปิศาจแดงว่าพวกเขามองเห็นโอกาสที่สำคัญในช่วงซัมเมอร์นี้ที่ทางสโมสรจะได้ฟอร์มกลับมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าว่าพวกเขาจะยังไม่ได้อยู่ในอันดับที่พวกเขาต้องการนัก โดยวู้ดเวิร์ดได้กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของโอเล กุนนาร์ โซลชา เนื่องด้วยอันดับในพรีเมียร์ลีกของทีมนั้นตกลงมาอยู่อันดับที่แปดจากตาราง
“การเซ็นสัญญาระหว่างบรูโน เฟอร์นันเดสในสัปดาห์นี้ และการกลับมาของผู้เล่นหลักที่บาดเจ็บไป จะช่วยเสริมกำลังให้กับโอเล และลูกทีมในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลนี้ เรายังเหลือเกมการแข่งขันในยูโรป้าลีก และเอฟเอคัพ เพื่อเข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก ดังนั้นยังมีเกมอีกมากให้เราได้เล่น”
“แต่ถึงยังงั้น ในฐานะของสโมสรและบอร์ดบริหาร พวกเราทราบดีว่าพวกเรายังไม่อยู่ในจุดที่พวกเราต้องการ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกคนในสโมสรคือการที่พวกเราได้กลับมาชิงพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนส์ลีก ถึงแม้ว่าหนทางมันจะไม่ได้ง่ายนัก แต่ทุกคนเองก็พยายามอย่างเต็มที่ ตามบทบาทที่ได้รับ เพื่อให้ไปถึงสิ่งที่พวกเราหวัง การลงทุนที่ทางสโมสรทำไปก็เพื่อสร้างให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น เรามีทีมจัดหาที่คอยดูผลงานและวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เล่นเล่านั้น โดยเราเน้นที่ประสบการณ์และผู้เล่นที่อายยังน้อยแต่ฝีมือดีที่พร้อมจะพัฒนาไปต่อได้อีก”

อันเช่ สถานีต่อไปทางไหนดี

ถือว่าเป็นข่าวเศร้ารับขวัญนาโปลีเลย แม้ว่าพวกเค้าจะผ่านเข้ารอบต่อไปของ UCL อย่างหืดจับที่สุด แต่สุดท้ายพวกเค้าก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงของทีมเพื่อก้าวไปข้างหน้า จึงไม่แปลกสุดท้ายพวกเค้าเลือกที่จะปลดกุนซือของทีมอย่าง คาร์โล อันเชลอตติ ออกจากทีมไป ตรงนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า เค้าจะไปทางไหนต่อดี
อาร์เซนอล
หลังจากมีข่าวว่า พวกเค้าเตรียมดึงกุนซือยอดฝีมืออย่าง น้ากรี เข้ามาคุมทีมต่อจาก อูไน เอเมอรี่ แต่ก็เหมือนยังไม่มีอะไรคืบหน้า การหันไปดึงตัว คาร์โล อันเชลอตติ มาทำทีมอาร์เซนอล ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี อันเช่ บอลบุก บอลแท็คติค นี่คือจุดแข็งที่ใครๆก็รู้กันดี แถมบารมีก็ไม่น้อย ยังไม่รวมถึงการเคยมาทำงานที่พรีเมียร์ลีคกับเชลซีมาก่อนด้วย น่าจะปรับตัวคุ้นเคยได้ไม่ยาก ดีลนี้น่าสนใจมาก
เอฟเวอร์ตัน
อีกข่าวหนึ่งที่เซอร์ไพร์สมากก็คือ เอฟเวอร์ตัน เตรียมรุดเข้าทาบ คาร์โล อันเชลอตติด้วย หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นข่าวนั่งเทียน แต่เราบอกเลยว่าของอย่างนี้มีมูลแน่นอน อาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่หาก นาโปลี สามารถดึงตัว อันเช่ ไปคุมทีมได้ เอฟเวอร์ตัน ก็มีโอกาสได้เหมือนกัน ลองนึกภาพเอฟเวอร์ตัน มีอันเช่ นั่งอยู่ข้างสนามคงเป็นภาพที่น่าสนใจมากทีเดียว ทำเป็นเล่นไปโลกฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้
บาเยิร์น มิวนิค
มองไปที่บุนเดสลีก้า หลายคนอาจจะไม่ชินตาเท่าไร ตารางคะแนนตอนนี้บาเยิร์น มิวนิค ทีมใหญ่ขาประจำของลีคไม่ติดแม้แต่สี่อันดับแรกด้วยซ้ำ นี่เป็นเรื่องวิกฤติไม่ปกติของทีมเลย แม้จะเอากุนซือคนใหม่เข้ามาแต่ดูทรงแล้วไม่ดีขึ้นเลย การดึงอันเช่ คนคุ้นเคยกลับมาทำทีมอีกรอบหนึ่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แล้วเจ้าตัวก็น่าจะโอเคด้วย กลับไปคุมทีมใหญ่ที่อาจจะไม่ง่ายเหมือนเดิมแต่กลับขึ้นมาลุ้นแชมป์ลีคแน่นอน จากสามทางเลือกที่ออกข่าวมาต้องมาดูกันว่า อันเช่ จะเลือกไปทางไหน แต่ใจอยากให้มาพรีเมียร์ลีคนะ จะได้ประลองกึ๋นกับกุนซือระดับเทพๆกันสนุกเลย

7.อินเตอร์ มิลาน คือตัวอย่างว่าทำไมผู้จัดการทีมถึงสำคัญ

มองไปที่สถานการณ์ในลีคอิตาลี อย่าง เซเรีย อากันบ้าง แน่นอนว่าตอนนี้ยูเวนตุส ดูจะเป็นทีมที่น่าจะครองลีคนี้ไปอีกหลายสมัยเลย หลังจากกลับมาจากซีรีย์บีได้จากคดีมันโช่โปลี ดูพวกเค้าไม่อ่อนแอลงเลยสักนิด กลับกันดูแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป แต่อีกหนึ่งที่ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงนั่นก็คือ อินเตอร์ มิลานนั่นเอง
อันโตนิโอ คอนเต้ ผู้เค้ามากอบกู้
ต้องยอมรับว่าเลยว่า แม้ว่าอินเตอร์ มิลาน จะมีโครงสร้างทีมที่ดี แต่เหมือนขาดอะไรไปอย่างทำให้ฉีกตัวเองขึ้นมาท้าชิงบัลลังก์แชมป์กับยูเวนตุสไม่ได้อีกเลย แต่พอเปลี่ยนโค้ชมาเป็น อันโตนิโอ คอนเต้ โคตรจอมเขี้ยวแท็คติคที่กลับมาจากเชลซี ต้องบอกเลยว่า เค้าเป็นผู้กอบกู้อย่างแท้จริง ซีซั่นนี้ คอนเต้ ปลุกชีพทำให้อินเตอร์ เล่นดีแบบผิดหูผิดตาเอามาก จะบอกว่าเค้าเป็นคนกอบกู้ให้อินเตอร์ ยกระดับขึ้นมาคว้าแชมป์ลีคได้ก็คงจะไม่ผิดนัก
ยกระดับการเล่นให้เน้นผลการแข่งขัน
การทำงานของคอนเต้ ต้องยอมรับเลยว่า แท็คติคเขี้ยวลากดินมาก บวกกับการเล่นที่เน้นเกมรับให้แน่นขึ้น เลยทำให้อินเตอร์ มิลาน สามารถเก็บผลการแข่งขันตามที่ต้องการได้ ผ่านไปหนึ่งในสามของฤดูกาลพวกเค้าแพ้เพียงเกมเดียวต่อยูเวนตุสเท่านั้นเอง นอกนั้นพวกเค้าเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้หมด นั่นทำให้พวกเค้ายืนหายใจรดต้นคอยูเวนตุสด้วยผลต่างไม่เกินสามคะแนน หากยูเวนตุสเล่นไม่ดีก็พร้อมจะแซงขึ้นไปได้ทุกเมื่อ
เสริมทัพดี มาแล้วใช้ได้เลย
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เราเห็นว่า ผู้จัดการทีมสำคัญมากของกรณี อินเตอร์ มิลาน ก็คือ สายตาในการซื้อตัวนักเตะ คอนเต้ ซื้อนักเตะเข้ามาหลายคนรวมถึงแบบยืมด้วย หลายคนอาจจะมองว่าแพงเกินจริงแต่ซื้อมาแล้วใช้ได้เลยก็ถือว่าคุ้มค่า อย่างดีล ลูคาคู ซื้อมาก็ลงเป็นกองหน้าตัวหลักของทีมได้เลยทำประตูได้อย่างต่อเนื่องด้วย หรือดีลมัตเตโอ โปลิตาโน่ ซื้อมาจากซาสซูโอโล่ นี่ก็ใช่ จากกรณีของอินเตอร์ มิลาน กลับมาบินสูงจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้จัดการทีมจึงสำคัญ